Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

Heart Failure and Transplant ภาวะหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ
There are no translations available.

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure) คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้เพียงพอ  ผู้ป่วยกลุ่มนี้ถ้าไม่ได้รักษาอย่างถูกต้องประมาณ 50% จะเสียชีวิตภายใน  5 ปี  ปรัชญาการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวคือทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เหนื่อย และ มีอายุยืนยาว การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถทำได้โดย การรักษาด้วยยา ซึ่งประมาณ 80% สามารถทำให้ผู้ป่วยบรรลุปรัชญาในการรักษาดังกล่าวข้างต้น หากการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล อาจพิจารณาการรักษาในขั้นสูง ซึ่งได้แก่ การฝังเครื่องให้หัวใจบีบตัวสัมพันธ์กัน (Cardiac re synchronization therapy defibrillator (CRT-D)) หรือ เครื่องพยุงหัวใจ (หัวใจเทียมโลหะ) หรือ Ventricular assist device (VAD) หรือ การปลูกถ่ายหัวใจ  (Heart Transplantation)

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ถือเป็นสถาบันแห่งแรกในประเทศไทยและ Southeast Asia ที่ทำการปลูกถ่ายหัวใจสำเร็จ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2530 ปัจจุบัน โดย ศ. นพ. เชาวลิต อ่องจริต ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์  ผู้ป่วยรายแรก (นายพิชิต บุญเชิด) ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ีดี และปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังคงเป็นสถาบันที่ทำการปลูกถ่ายหัวใจมากที่สุดในประเทศ

 

Home
Cardiac Resynchronization Therapy (CRT)
วันจันทร์ที่ 01 เมษายน 2013 เวลา 06:28 น.

CRT คืออะไรและทำงานอย่างไร

ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวบางส่วน มีความผิดปกติการนำสัญญาณไฟฟ้าภายในหัวใจ ทั้งในระดับ AV node (PR prolongation) และระดับ ventricle (prolonged QRS duration) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่พร้อมเพรียงกัน ( asynchronus contraction) ส่งผลให้ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น CRT ก็คือ pacemaker แบบหนึ่งแต่สิ่งที่ต่างจาก pacemaker ทั่วไปคือแทนที่จะมีแค่ 2 สาย คือ RA และ RV แต่มีสายเพิ่มพิเศษอีกหนึ่งสายเพื่อกระตุ้น LV lateral wall ซึ่งส่วนใหญ่สามารถใส่ผ่านเส้นเลือดดำเหมือนใส่ pacemaker lead ปกติ LV lead นี้จะถูกใส่ผ่านเข้าไปใน coronary sinus เพื่อให้สามารถกระตุ้น lateral wall ของ LV ได้โดยตรง การปรับตั้งระยะเวลาระหว่างการกระตุ้น atrium – ventricle และ ระยะเวลาระหว่างการกระตุ้น LV lateral wall (ผ่าน LV lead) – LV septal wall (ผ่าน RV lead) จะช่วยลด AV, interventricular, intraventricular dyssynchrony ทำให้ประสิทธิภาพของ LV contraction ดีขึ้น ทำให้ LVEF, อาการ และ NYHA class ดีขึ้น ลดการต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพราะหัวใจล้มเหลวและลดอัตราการเสียชีวิตอีกด้วย

การเลือกผู้ป่วย

ข้อมูลที่ได้จากทางคลินิกที่ยืนยันประโยชน์จก CRT มีเกณฑ์ในการเลือก ผู้ป่วยดังนี้

1. Symptomatic CHF NYHA class II-IV

2. LVEF £ 35%

3. QRS ³ 120 / 150 ms

4. Sinus rhythm

5. Optimal/ maximized pharmacological therapy

ความเสี่ยง

1. ภาวะลมหรือเลือดออกในเยื่อหุ้มปอด

2. สะอึกจากกระตุ้นกระบังลม

3. จ้ำเลือดและก้อนเลือดบริเวรบาดแผล

4. แผลหรือเครื่องติดเชื้อ

5. สายกระตุ้นหัวใจเลื่อนหลุด

6. ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

7. เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจและอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

ข้อควรรู้

1. ผู้ป่วยประมาณ 30% ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย CRT คืออาการไม่ดีขึ้น

2. แม้ CRT จะช่วยลดอาการและการเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวได้ แต่ผู้ป่วยกลุ่มเดียวกันนี้มักเป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด sudden death จากภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และมักมีข้อบ่งชี้ของการใส่ ICD ( Implantable Cardioverter Defibrillator) จากการศึกษาของ COMPANION ผู้ป่วยที่ได้ CRT-D (CRT+ICD) มีแนวโน้มลดอัตราการเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ได้ CRT อย่างเดียว

 

สำหรับแพทย์และเจ้าหน้าที่ศูนย์โรคหัวใจฯ

Scientific Meetings and Academic Calendar

 

 

บริจาค

บริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ (กรุณาคลิ๊กที่นี่)

Statistics

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 3290230

การส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วย

บทความศูนย์โรคหัวใจ